บทความพระพุทธศาสนา

คาถาก็เหมือนคำพูด เป็นไปตามเจตนาของเราที่ได้กล่าวออกไป

3 พฤษภาคม 2020 | คาถา
อธิษฐาน
อธิษฐาน

ผมอ่านเจอที่ไหนไม่รู้ มีผู้กล่าวว่า คาถาทุกคาถามีฤทธิ์อำนาจอยู่ในตัว เหมือนกับคำพูด เมื่อเราพูดอะไรออกไปแล้ว ก็ต้องยอมรับวาจาที่เราได้กล่าวออกไปนั้น

เราพูดหวาน ๆ เพราะ ๆ เสนาะหูให้คนอื่นได้ฟัง คนอื่นก็ต้องชอบใจเป็นธรรมดา และเราก็ต้องยอมรับในผลของมัน คือมีคนชอบใจ

เราพูดโกหกคนอื่น หลอกลวงใครไว้ ผลของการโกหกนั้นก็สะท้อนมาที่ตัวเรา ทำให้คนอื่นไม่เชื่อถือเราอีกต่อไป ใคร ๆ ก็ไม่นับถือ เราจึงต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะเราได้พูดไปแล้ว ทำไปแล้ว

เราได้สั่งงานใคร หรือสั่งซื้อของทางออนไลน์ สั่งซื้อของทางโทรศัพท์ หรือจะสั่งซื้อของต่อหน้าก็ตาม เราได้พูดออกไปแล้ว กล่าวออกไปแล้ว ผลของการพูดก็จะตามมา และเราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราได้สั่งออกไป

หากเราด่าใคร หรือพูดให้ใครเจ็บช้ำใจ เราก็ต้องยอมรับในผลที่จะตามมาเช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นความอาฆาตพยาบาท การจองเวรเป็นต้น

มนต์คาถา ก็เช่นกัน คาถาทุกคาถามีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นไปตามเจตนาของผู้สวดคาถา การสวดคาถาเป็นเหมือนกันผูกมัดเจตนาไปตามบทคาถา เพื่อให้ส่งผลตามเจตนาที่เราสวดไป โดยมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นหลัก โดยมากหนีไม่พ้นพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือ นะโมพุทธายะ ซึ่งก็หมายถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์นั่นเอง หรือ มะ อะ อุ ก็หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ผมยกตัวอย่างคาถาที่ใช้ นะโมพุทธายะ เป็นหลักยึด แล้วตามด้วยความมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ที่จะให้เกิดขึ้นกับผู้สวด ได้แก่ คาถาบทว่า

นะเมตตา โมกรุณ พุทปราณี ธายินดี ยะเอ็นดู

หรืออีกบท ในหลาย ๆ บท ซึ่งเป็นคาถาคงกระพัน มหาอุด แคล้วคลาดปลอดภัย

พุทธังคงหนัง ธัมมังคงเนื้อ สังฆังคงกระดูก พุทบังไฟ โธบังรูป ธาปิดปากกระบอก ยะไม่ออก อุดโธ อุดโธ

จะเห็นว่า แต่ละคาถานั้น ยึดพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นหลัก เพราะเป็นที่พึ่งอันสูงสุด ที่พึ่งอันประเสริฐ ที่พึ่งอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลทินเกี่ยวข้อง ตามด้วยคำพูดที่ระบุถึงเจตนาของเราที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตน

คาถาเหล่านี้บางท่านอาจจะบอกว่าเป็นอุปาทาน หรือถูกหลอกให้เกิดอุปาทาน ตามความคิดของผมแล้ว ในเบื้องต้นก็ต้องอาศัยอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นว่ามีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์จริง เราจึงได้สวด ถ้าไม่คิดว่าจะขลังศักดิ์สิทธิ์จะสวดทำไม แต่เมื่อสวด ๆ ไปแล้ว จิตใจของเราเกิดสมาธิเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคาถาแล้ว ผมเชื่อว่าเราอาจจะข้ามพ้นอุปาทานไปได้ด้วยสมาธิที่แน่วแน่

ถามว่า หากคาถาเหมือนคำพูดที่เราพูดออกไปแล้ว ผู้ที่สวดคาถาจะมีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันทุกคนไหม ผมตอบเลยว่าไม่ เพราะความศักดิ์สิทธิ์มันอยู่ที่ความตั้งมั่นของจิตด้วย ก็เจตนาที่เกิดจากจิตที่เป็นสมาธิอย่างแน่วแน่ หากจิตมีสมาธิตั้งมั่นการสวดคาถาก็ย่อมมีกำลังแรง ส่งผลแรง เร็ว เป็นไปตามเจตนา

เหมือนคำพูดของคนเรา คำ ๆ เดียวกัน คนหนึ่งพูดอาจจะมีน้ำหนักมาก ส่วนอีกคนพูดไม่มีความหมายเลย คนผู้มียศมาก มีทรัพย์มาก อาจจะพูดมีน้ำหนักกว่า คนมียศน้อย คนมีทรัพย์น้อย คนผู้มีศีลมากพูดอาจจะได้รับความเชื่อถือมากกว่าคนที่ไม่มีศีล ทั้ง ๆ ที่เป็นคำเดียวกัน