บทความพระพุทธศาสนา

ประวัติ หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร

19 กุมภาพันธ์ 2022 | พระสายกรรมฐาน
หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ บ้านทุ่งคำ ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร
หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ บ้านทุ่งคำ ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร

หลวงปู่เนย สมจิตฺโต

วัดป่าโนนแสนคำ บ้านทุ่งคำ

ตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร

ชีวประวัติพระครูวิมลสีลาภรณ์  (หลวงปู่เนย  สมจิตฺโต)

กำเนิด เดิมชื่อ เนย มูลสธูป ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๔๘๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีฉลู ณ บ้านกุดแห่ ตำบลกุดเชียงหมี อำเภอเลิงนกทา จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันจังหวัดยโสธร)  บิดาชื่อนายเอี่ยม มูลสธูป มารดาชื่อนางสุรีย์ มูลสธูป มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม ๙ คน เมื่ออายุได้ ๗ ปี ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้ากุดแห่ อายุ ๘ ปี ป่วยเป็นโรคท้องเรื้อรัง ขาดการเรียนอยู่ ๓ เดือน อายุ ๑๑ ปี เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แล้วออกมาช่วยทพ่อแม่ทำนา ด้วยในสมัยนั้นการเรียนภาคบังคับที่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เท่านั้น การที่จะเรียนต่อให้สูงขึ้นต้องเดินทางไปเรียนต่อยังต่างถิ่น หลวงพ่อต้องออกมาทำนาช่วยพ่อแม่ตามประเพณี พออายุได้ ๑๖ ปี ก็กลับมาช่วยพ่อแม่ทำนาตามเดิมด้วยความขยันหมั่นเพียรเต็มกำลังความสามารถ พออายุได้ ๒๐ ปี บิดามารดาและเจ้าภาพผู้ที่จะถวายผ้าป่านำท่านไปมอบให้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ธุระที่สำคัญ ท่านได้ฝึกขานนาคอยุ่เป็นเวลา ๓ เดือนเต็ม จึงได้รับการบรรพชาอุปสมบทในเขตวิสุงคามสีมา วัดป่าสุนทราราม อำเภอเลิงนกทา เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๐๐ พระอุปัชฌาย์ คือ พระครูภัทรคุณาธาร (บุญ โกสโล) ป.ธ. ๔ วัดพรหมวิหาร พระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสมุห์อุ้ยเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้เข้ารับฟังธรรมกับท่านพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เจ้าอาวาสวัดป่าสุนทรารามอยู่บ่อย ๆ ท่านได้จำพรรษาดังนี้

พรรษาที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๐) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม โดยมีท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร เป็นผู้ให้นิสัยรับโอวาทการปฏิบัติธรรม ในพรรษานั้น หลวงพ่อได้ถือธุดงค์ห้ามภัตตาหารที่นำมาถวายภายหลังตลอด ๓ เดือน

พรรษาที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๐๑) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทรารามและถือธุดงค์ห้ามภัตตาหารเหมือนเดิม

พรรษาที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๐๒) ได้จำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม และคือธุดงค์เนสัชชิก คือไม่นอนตลอดเวลากลางคืน ธรรมดาธุดงค์ข้อนี้ต้องอกนอนตลอดทั้งวัน แต่ท่านอดนอนเฉพาะกลางคืน กลางวันพักบ้างตลอดพรรษา ด้วยสุขภาพท่านไม่แข็งแรง

พรรษาที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๓) ได้ขออนุญาตท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง ปภากโร เพื่อไปจำพรรษาที่วัดถ้ำพระ บ้านคำไหล ตำบลดงเย็น อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) เรียนท่านว่าจะท่องปาฏิโมกข์ให้จบ พอออกพรรษาก็ท่องปาฏิโมกข์จบพอดี  

พรรษาที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ

พรรษาที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๐๕) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ

พรรษาที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ

พรรษาที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ

พรรษาที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๐๘) ได้จำพรรษาที่ภูถ้ำพระ ท่านได้ประกอบความเพียรด้วยความวิริยะอุตสาหะแรงกล้า ไม่จำวัดตลอดกลางวัน เพราะที่ภูถ้ำพระนั้น ถ้าพระหรือสามเณรรูปใดจำวัดในเวลากลางวันจะป่วยเป็นไข้ ส่วนตัวท่านไม่เป็นไข้เลยตลอดพรรษา

พรรษาที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ได้จำพรรษาที่ภูกระแต บ้านฮ้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม กลางพรรษาได้ป่วยเป็นโรคไอเจ็บหน้าอก ได้ไปให้แพทย์ตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดนครพนม แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหลอดลมอักเสบ หมอจัดให้ไปฉีดยาที่ตำบลอาจสามารถ แต่ท่านไปฉีดยาที่โรงพยาบาลทุกวันไม่ไหว เพราะวัดที่จำพรรษาห่างจากตัวเมือง ๘ กิโลเมตร ถ้าไม่ทันรถก็ต้องเดินไป พอหายเป็นปกติแล้วก็ประกอบความเพียรอย่างจริงจังต่อเนื่อง จนปรากฎว่าจิตได้รับความสงบนิ่งดิ่งเข้าสู่สมาธิ ได้รับความสงบเยือกเย็นในสมาธิภาวนาพอสมควร เมื่อออกพรรษาแล้วได้ไปพักที่วัดโนนนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และเดินทางไปพักบ้านหินฮาว ต่อจากนั้นก็ไปที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี

พรรษาที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ท่านได้จำพรรษาที่วัดกลาง บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) ท่านพระอาจารย์กงแก้ว ขนฺติโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านพระอาจารย์กงแก้วเคยกล่าวว่า เวลาจิตเป็นสมาธิอยากให้ท่านทั้งหลายได้เห็นด้วย มันมีความสุขสงบที่สุดไม่มีอะไรเหมือน สุขใดในโลกไม่เท่าสุขของสมาธิในพรรษานี้ท่านตั้งใจประกอบความเพียรอย่างแรงกล้าจนเป็นลม ๒ ครั้ง เนื่องจากฉันอาหารน้อย บางวันถึงกับอดอาหารเพราะทำให้การประกอบความเพียรเป็นไปได้ด้วยดี ไม่ต้องวิตกกังวลกับเหตุการณ์ภายนอก จิตมุ่งอยุ่แต่ภายในร่างกาย ต่อสู้กับกิเลสขันธมารตลอดเวลาอย่างไม่ย่อท้อ ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ถ้าจะตายขอให้ตายไปเลย อย่าได้เดือดร้อนญาติโยมหรือโรงพยาบาลเลย ท่านปรารถนาจะไม่ให้ใครเดือดร้อนลำบากด้วยเรื่องของสังขารของท่าน แม้ในปัจจุบันท่านก็รักษาร่างกายด้วยตัวท่านเอง หลวงพ่อเคยพิจารณาที่จะปฏิบัติสมาธิแบบอุกฤฏ์ คือหวังจะสำเร็จมรรคผลนิพพานภายใน ๗ วัน ถ้าไม่สำเร็จก็จะยอมตายถวายชีวิตเป็นเดิมพัน แต่ได้รับการขอร้องจากโยมบิดา-มารดาให้เลิกคิดที่จะปฏิบัติเช่นนั้นเสีย ขอให้ปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไปจะได้อยู่อบรมญาติโยมนาน ๆ ได้นำเพื่อนร่วมโลกไปตามทางพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ สมกับที่ว่ากว่าที่จะได้เกิดในภพภูมิความเป็นมนุษย์ได้นั้นแสนลำบากยากเข็ญ แต่คนส่วนมาก หลวงพ่อท่านว่ามักมัวเมาลุ่มหลงด้วยถูกทรมานมาแสนสาหัสจากภพภูมินรก ภูมิสัตว์เดรัจฉาน ทำให้หลงลืมที่จะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ ด้วยภพภูมินี้เป็นภพภูมิที่จะสามารถนำไปสู่นรก สวรรค์ หรหมโลก นิพพานได้ ภพภูมิต่าง ๆ ล้วนต้องอาศัยความเป็นมนุษย์เท่านั้นที่จะบำเพ็ญไปสู่ภพนั้น ๆ เทวดาจะไปนิพพานต้องจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ก่อน อย่างนี้เป็นต้น หลวงพ่อจึงได้ปฏิบัติแบบค่อยเป็นค่อยไปตลอดพรรษา แต่ก็ยังเป็นแบบเคร่งครัด ปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย

พรรษาที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ได้กลับไปจำพรรษาที่วัดป่าสุนทราราม บ้านกุดแห่ ในพรรษานี้ได้เพิ่มธุดงค์ข้อเยี่ยมป่ช้ามิได้ขาด พอออกพรรษาได้เดินทางไปกราบท่านพระอาจารย์บัว สิริปุณโณ วัดป่าหนองแซง จังหวัดอุดรธานี อยู่รับโอวาทท่าน ๑๐ คืน จากนั้นก็เดินธุดงค์ไปอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ข้าฝั่งแม่น้ำโขงไปเวียงจันทน์ ประเทศลาว

พรรษาที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๑๒) ได้รับการแนะนำจากท่านพระอาจารย์คำ บ้านเศรษฐี จังหวัดอุบลราชธานี ให้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดโนนแสนคำ ตำบลทุ่งแก อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร (ปัจจุบันตำบลเจริญศิลป์ อำเภอเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร) ในพรรษานี้มีพระ ๒รูป สามเณร ๑รูป คือ ๑. พระอาจารย์เนย สมจิตฺโต ๒. พระอาจารย์สมหมาย องค์เดียวกับที่จำพรรษากับหลวงปู่ชอบที่ดอยแม้ว และสามเณรสม ท่านพระครูวิมลสีลาภรณ์ได้จำพรรษาที่วัดป่าโนนแสนคำนับแต่นั้นมาจนปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๖)

ทุกช่วงออกพรรษา หลวงพ่อเดินทางออกไปธุดงค์ แต่มาระยะหลังสุขภาพท่านไม่แข็งแรง ท่านจึงเลือกที่จะปฏิบัติอยู่กับวัดป่าโนนแสนคำ ผู้เขียน (อ.อัมพร วรรณทอง) เคยบวชจำพรรษาอยู่ใกล้กุฏิของท่าน โดยอาศัยอยู่ ณ ห้องหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับประตูเข้ากุฏิของท่าน ได้เฝ้าสังเกตการปฏิบัติธรรมของท่านเพื่อนำมาเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ หลวงพ่อพระครูวิมลศีลาภรณ์เป็นพระที่มีศิลาจาริยวัตรอันงดงาม เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง สงบเสงี่ยมเรียบร้อยงดงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติ หลวงพ่อท่านสอนเสมอ ๆ ว่าการรักษาศีลข้อวัตรปฏิบัติเป็นหัวใจของพระศาสนาและต้องปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออก ถือเป็นหน้าที่ จะหาข้อหลบหลีกปลีกหนีที่จะไม่ปฏิบัติไม่ได้โดยเด็ดขาด แม้ข้อสิกขาบทเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีการยกเว้นได้เลย ศิลสิกขาบทเป็นความงดงามของพระเรา ใครปฏิบัติได้มากยิ่งงดงามมาก ไม่มีอะไรจะงดงามเท่าการรักษาศีลได้เลย การสอนที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติเป็นแบบอย่างให้ดู แม้สุขภาพร่างกายของท่านไม่แข็งแรง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะดูไม่ออกว่าท่านป่วยอยู่ตลอดเวลา ญาติโยมที่มากราบนมัสการท่านก็จะเข้าใจว่าท่านแข็งแรงเพราะท่านไม่เคยบอกกล่าวให้ทราบ น้อยคนนักที่จะรับรู้ปัญหาสุขภาพของท่าน บางคณะถึงกับนิมนต์ท่านให้เดินทางไปในที่ไกล ๆ โดยหารู้ไม่ว่าได้ทำร้ายสุขภาพของหลวงพ่อ ท่านต้องใช้ความอดทนเป็นอันมาก บางครั้งท่านได้ปรารภกับพระในวัดว่าวันนี้เกือบไปแล้ว เวลาที่ผมเห็นหลวงพ่อท่านเหนื่อย อ่อนเพลียมาก ๆ ผมเคยคิดที่จะบอกกล่าวให้ผู้เข้ากราบนมัสการได้รับทราบปัญหาสุขภาพของท่าน แต่หลวงพ่อท่านได้ห้ามไว้เสมอ ท่านบอกว่าท่านต้องการทำประโยชน์ให้โลกมากที่สุด หลวงพ่อท่านเป็นพระของโลก

ท่านจึงต้องการทำประโยชน์ให้โลกให้เต็มความสามารถอย่างบริบูรณ์ ท่านมีเมตตาต่อญาติโยมที่เข้ากราบนมัสการองค์ท่านมาก เคยมีโยมที่ห่วงในสุขภาพของท่าน ต้องการที่จะกำหนดเวลาในการเข้ากราบนมัสการ แต่ท่านก็ห้ามไว้เสมอ ท่านได้ให้เหตุผลว่า โยมนั้นมีเวลาน้อยมากกว่าที่จะเข้าวัดได้ จิตของท่านหลวงพ่อเข้มแข็ง แต่สังขารร่างกายของท่านไม่ได้แข็งแรงเลย หลวงพ่อท่านทรงสังขารอยู่ได้ทุกวันนี้ด้วยแรงเมตตาธรรมสงสารเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายร่วมโลกเท่านั้น หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะใช้ร่างกายให้เกิดประโยชน์มากที่สุด สมกับการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากเย็นแสนเข็ญ หลวงพ่อบอกว่าการรักษาภพภูมิมนุษย์นั้นไม่ง่ายเลย คนที่จะรักษาภูมิมนุษย์ไว้ได้ ต้องมีศีล ๕ ต้องรักษา กาย วาจา ใจ ให้สมบูรณ์ ท่านบอกว่า เวลานั่งสมาธิ เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่สมาธิจิตสมบูรณ์แล้ว ได้เห็นการเกิดของตนเองและเพื่อนร่วมโลกแล้วน้ำตาไหล เกิดปีติระคนสงสารตนเองและเพื่อนร่วมโลกที่เกิดแล้วเกิดเล่า ลำบากในการเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ไม่รู้จบรู้สิ้น อยากให้คนอื่นได้เห็นตาม จะได้เบื่อหน่ายในชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ที่สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่เมื่อมีการเกิด ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่รู้จบรู้สิ้น คนทั้งหลายต้องการแต่การเกิด ไม่ต้องการเกิด แต่มีไหมที่มีแต่การเกิด แต่ไม่มีการตาย มันเป็นหลักความจริงที่ทุกคนไม่ยอมรับกันเอาเสียเลย มันเป็นความหลงที่ถอดรากถอนโคนยากเหลือเกิน ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาให้เห็นจริงตามความเป็นตริงให้ได้ หลวงพ่อท่านจะสอนอย่างนี้เสมอ ๆ หลวงพ่อพระครูจะเป็นพระที่รักสัจจะมาก

หลวงพ่อท่านบอกว่าจะทำอะไรต้องตั้งสัจจะ และเมื่อตั้งสัจจะแล้วต้องทำให้ได้ เวลาทำอะไร ท่านจะทำให้สำเร็จตามขั้นตอนที่ท่านวางไว้ แม้จะมีอุปสรรคเกิดขึ้นถ้างานั้นยังไม่สำเร็จ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออกวาจาที่ท่านใช้จะนุ่มนวลไพเราะ คิดก่อนพูดเสมอ ทำให้เป็นที่ประทับใจแกญาติโยมที่เดินทางมาทำบุญที่วัดหรือได้ฟังธรรมะของท่าน ด้วยการอบรมธรรมคำสอนที่แยบคาย เต็มไปด้วยอุปมาอุปมัย ท่านสอนให้ใช้คำพูดให้เหมาะสมและให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พูดและผู้ฟัง ผู้ฟัง ๆ แล้วสบายใจ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ กริยาที่ท่านแสดงออกมาจึงนุ่มนวลเรียบร้อยเป็นระเบียบงดงาม ธรรมะที่ท่านแสดงก็เป็นไปตามความเหมาะสมของหมู่คณะเฉพาะบุคคลที่รับฟัง ท่านจะแสดงธรรมให้เหมาะสมกับจริตนิสัยของผู้ฟัง เป็นธรรมะที่ยกเรื่องมาประกอบจากทั้งในสมัยพุทธกาลและในสมัยปัจจุบัน ด้วยท่านเป็นพระที่ติดตามข่างสารบ้านเมืองเสมอโดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ท่านอ่านเสมอเมื่อมีเวลา ท่านบอกว่าคนเราต้องรู้เรื่องของตนเองให้มากที่สุด พิจารณาให้มากที่สุด เรารู้ข่าวสารบ้านเมืองทั้งใกล้และไกลเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าในเรื่องที่นำมาพิจารณา ทำดีเพิ่มขึ้นให้มาก ๆ ละเว้นจากสิ่งชั่วร้าย มุ่งหมายทำความดีให้มาก ๆ รักษากาย วาจา ใจ ให้เป็นสุข ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน อย่างมีธรรมะ มีสติสัมปชัญญะรอบคอบตลอดเวลาหลวงพ่อท่านเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอันมาก

หลวงพ่อท่านสอนญาติโยมเสมอ ๆ ว่า ถ้าประเทศไทยเราไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยจะมไม่สงบร่มเย็นอย่างปัจจุบันนี้ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของราชวงศ์จักรี ท่านจะนำพระภิกษุสามเณรสวดมนต์ถวายพระพรเสมอ ๆ มิได้ขาด ท่านสอนว่า เมื่อนั่งสมาธิภาวนาเสร็จแล้วให้แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลถวายองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ แล้วจึงแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ให้ถือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่าให้ขาด เมื่อท่านเทศนา ท่านจะเน้นย้ำอยู่เสมอ ๆ นอกจากนั้น ท่านยังสนใจใส่ใจในสุขภาพของทุกคนที่เข้ากราบนมัสการ

หลวงพ่อท่านจะให้แนวปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพบ่อย ๆ เช่น ก่อนจะอาบน้ำ ท่านให้ราดน้ำที่ขาเพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิให้เข้าที่ก่อนจะได้ไม่เกิดการช็อคภายหลัง เรื่องฟัน ท่านแนะนำให้ขบเคี้ยวอาหารอ่อน ท่านให้แปรงฟันทำความสะอาดและใช้ไม้จิ้มฟันทำความสะอาดหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง ฟันของท่านจึงคงทนทุกซี่จนปัจจุบัน หลวงพ่อท่านบอกว่าการจะบรรลุธรรมเพียงลำพังก็เป็นไปไม่ยากนักสำหรับพระที่ปฏิบัติยอมตามถวายชีวิตกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่องค์ท่านเหล่านั้นก็เมตตาสงสารเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ต้องการได้ญาติมิตรไปด้วย ความสุขที่ได้รับจากการปฏิบัติสมาธิเป็นความสุขอันเยี่ยมยอด เป็นบรมสุข จะหาความสุขอื่นเทียบเทียมไม่มี แต่พูดเฉย ๆ นั้นเข้าใจยาก ต้องผู้ที่ปฏิบัติจริงเห็นจริงจึงจะเข้าใจชัดเจนหายสงสัย ในการอบรมสั่งสอนพระเณรที่มาอยู่ในวัดของท่าน ท่านจะแนะนำสั่งสอนตั้งแต่การยืน เดิน นั่ง นอน การขบฉัน การต้อนรับญาติโยม การปฏิสันถารต้อนรับพระภิกษุสามเณรที่เดินทางมาที่วัด การโดยสารรถต่าง ๆ การใช้ห้องน้ำห้องส้วม การออกบิณฑบาต การดูแลความเป็นอยู่ของพระลูกศิษย์ ให้ความเมตตากับทุกท่านจะเดินดูความเรียบร้อยทุกวัน วันหนึ่ง ๆ หลายเที่ยวในขณะที่ท่านจะเดินดูความเรียบร้อยทุกวัน วันหนึ่ง ๆ หลายเที่ยวในขณะที่ท่านเดินตรวจบริเวณนั้น ท่านจะกำหนดเหมือนเดินจงกรม เสียงเดินของท่านหลวงพ่อเบามาก ๆ ทุกคนที่อยู่ด้วยกับท่านทราบดีในเรื่องนี้

หลวงพ่อท่านเป็นพระหมอยาแผนโบราณ ท่านจะคอยแนะนำต้นไม้ที่เป็นยาให้ผู้สนใจอยู่เสมอ ยาที่ท่านขบฉันในการรักษาโรคของท่านล้วนเป็นยาแผนโบราณ หลวงพ่อท่านมักจะนำต้นสมุนไพรต่าง ๆ มาปลูกไว้บริเวณวัด ลูกศิษย์บางท่านนำแคปซูลสำหรับบรรจุยาไปถวายท่าน ท่านก็ให้พระภิกษุสามเณรนไปพรรจุยาสมุนไพรที่ไปว่าจ้างให้เขาบดแล้งแจกจ่ายให้กับผู้ต้องการโดยไม่คิดมูลค่า หลวงพ่อท่านบอกเสมอว่ายาสมุนไพรมีโอกาสแพ้น้อย ถ้าแพ้ให้หยุดกิน อาการแพ้จะหายเอง ของดีในบ้านเมืองเรายังมีอีกมาก ขอให้ช่วยกันรักษา อย่าได้เห่อตามต่างชาติจนมากเกินไป จะทำสิ่งใดให้พิจารณาให้ดี ๆ เสียก่อน ของดีคนไทยไม่เห็นคุณค่ามีอีกมาก แต่พอต่างชาติเขานำไปดัดแปลงแต่งเติมจดลิขสิทธิ์แล้วนำกลับมาโฆษณาใหม่ คนไทยกลับชื่นชอบชื่นชม ยกย่องกันใหญ่ทั้งที่แต่เดิมเป็นของคนไทย เช่น หัวบุก ญี่ปุ่นนำไปวิจัยแล้วนำไปจดทะเบียนเป็นของเขา นำกลับเข้ามา คนไทยกลับชื่นชมว่าดี เห่อไปซื้อเขายาไทยมีอีกมาที่รอให้ลูกหลานไทยบำรุงรักษา ค้นคว้าศึกษา

การก่อสร้าง หลวงพ่อจะดำเนินการตามความเหมาะสม ตามกำลังศรัทธาที่มีผู้ประสงค์จะก่อสร้าง เมื่อท่านพิจารณาว่าไม่เดือดร้อนจนเกินไปท่านก็จะอนุโลม บางครั้งท่านไม่ต้องการสร้าง แต่เมื่อขัดศรัทธามากก็ไม่ขัด เช่น การสร้างซุ้มประตู และเมื่อดำเนินการก่อสร้าง หลักการก่อสร้างของท่านจะต้องมั่นคงแข็งแรง ทนทาน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ท่านปล่อยตามกำลังศรัทธาของผู้ก่อสร้าง ท่านจะไม่บอกกล่าวเรี่ยไร ปล่อยให้มีศรัทธาเอง หลวงพ่อบอกว่าการทำบุญที่เกิดจากจิตศรัทธาก่อให้เกิดบุญอันยิ่งใหญ่ ใครต้องการสร้างต้องเรียนขออนุญาตเอง ใครจะร่วมทำบุญก็ให้เป็นไปตามศรัทธาปสาทะของแต่ละบุคคล ไม่ต้องการบอกบุญให้เป็นที่ลำบากใจแก่ญาติโยม บุญกุศลคนใดทำคนนั้นได้

หลวงพ่อท่านกล่าวว่า ศานาพุทธไม่ใช่ศาสนาบังคับ เป็นศาสนาแห่งความศรัทธาเลื่อมใส เป็นศาสนาแห่งความสงบสุขร่มเย็น ไม่เป็นไปเพื่อการเบียดเบียน ก่อความวุ่นวายแกคนและคณะบุคคล แก่บ้านเมืองไม่รังแกรุกรานศาสนาอื่น ไม่ลอกเลียนแบบศาสนาอื่น ไม่มุ่งแสวงหาผู้คนมานับถือเพื่อเอาลาภ หือเอาลาภไปหลอกล่อให้บุคคลมานับถือ เป็นศาสนาแห่งเหตุผล ปฏิบัติได้จริงเห็นจริง ท่านสอนให้เห็นตามความเป็นจริงของโลก ความเป็นจริงนี้อยู่คู่โลกมานานแสนนาน ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ จิตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ผู้ใดเห็นจิตตนเองผู้นั้นชื่อว่าได้เห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อได้ว่าเห็นพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่ามีข้ามีของ ก็มีภาระยุ่งยากกับสิ่งนั้น เป็นเจ้าอาวาสก็ต้องลำบากดูแลวัดว่าศาสนา ดูแลความเรียบร้อย ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ที่โลกเขาจัดให้แล้ว อยู่กับโลกก็ต้องทำหน้าที่ของโลกให้สมบูรณ์แต่ก็ต้องรักษาธรรม ปฏิบัติธรรมไว้ให้ดี อย่าให้โลกลบล้างธรรมะได้เป็นอันขาด เพราะความเป็นจริงของโลกคือธรรมะ

มีผู้เรียนถามหลวงพ่อว่าศาสนาอื่นเขามารุกราน ท่านบอกว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลย ขอแต่เราชาวพุทธปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้ดีที่สุด พระภิกษุสามเณรก็ปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ภาวนา สร้างปัญญา ไม่รักษากิเลส ขจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง ให้หมดไปอยู่ตลอดเวลา รักษาสมาธิจิตอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ฝ่ายอุบาสิกก็ทำทาน รักษาศิล ปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่ไม่ให้ขาด เท่านี้ก็ไม่มีศาสนาใดมาทำอะไรเราได้ อย่าไปร้อนใจกับเหตุภายนอกให้วุ่นวายเลย ขอให้ทุกค่นรับเร่งมาทำทาน รักษาศีล รักษากายวาจาใจ ปฏิบัติให้ได้ทุกอริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน จะได้พบประโยชน์บรมสุขอันไพศาลเบิกบานทั้งกายและใจ เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ จะหาใดมาเปรียบไม่ได้เลย ขอให้ใส่ใจสนใจกับจิตของตนเองให้มาก อย่าให้สอดส่ายไปทางอื่น ต้องการบุญ บุญก็อยู่กับตนเองนั้นแหละ ไปเอากับท่านผู้อื่นก็ไม่เหมือนทำบุญด้วยตนเอง การภาวนาเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่ต้องลงทุนด้วยทรัพย์สมบัติให้ลำบากตนและผู้อื่นในการแสวงหาทรัพย์นั้น ๆ เร่งเอา ทำเอา อยู่ในตัวของเรา ทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเลือกกาลสถานที่ การแสวงบุญจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็ดีอยู่ แต่มันนานได้

การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน หลวงพ่อท่านเมตตาบอกกับผู้เยียนว่าการที่จะได้ประโยชน์ในปัจจุบันก็ไม่มากนัก แต่ประโยชน์จากกาลข้างหน้าเมื่อเขาโตขึ้นนั้นมีมาก คนยิ่งแก่ตัวไปก็จะมีปัญหาให้ทุกข์มากขึ้น คนที่ไม่เคยผ่านการอบรมมาก่อนก็จะไม่มีที่พึ่งพิงอาศัย คนที่เคยได้รับการอบรมมาก่อนก็จะคิดได้ หาทางออกของปัญหาให้ตนเองได้ คนที่มีปัญหาแล้วฆ่าตัวตาย คนเหล่านั้นขาดที่พึ่งทางใจ ขาดวิธีแก้ไขปัญหา หาที่ปล่อยที่วางไม่ได้ ถ้าได้รับการอบรมมาบ้างก็จะรู้ว่านี่มันเป็นเรื่องของโลกมันมีประจำโลกมานาน ปัญหามันไม่ได้เกิดเฉพาะเราเท่านั้น คนที่ได้ผ่านการอบรมก็จะมีเวลาหยุดคิด สามารถพิชิตปัญหานันได้ไม่ยากเลย การฆ่าตัวตายก็ไม่มี หรือมีก็น้อย

การทำประโยชน์ให้โลกต้องอาศัยความละเอียดอ่อนอยู่มาก จะได้ประโยชน์เดี๋ยวนั้นก็มี เช่น ทำงานก็จะได้งานที่ทำอยู่ให้เห็น ไม่มากก็น้อย แต่บางสิ่งบางอย่างต้องอาศัยเวลานาน เช่น การเรียนคำสอนธรรมะ ถ้าไม่พิจารณาก็จะไม่เห็น การปฏิบัติธรรมของเราก็เหมือนกัน ต้องอาศัยเวลาและขั้นตอนของแต่ละบุคคล แล้วแต่บุญบารมีของแต่ละบุคคลว่าสะสมมามากน้อยเพียงใด แต่ที่สำคัญอยู่ที่ใจต่างหาก ว่าจะตั้งใจปฏิบัติมากน้อยเพียงใด คนที่มีบารมีมากไม่ทำต่อก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด คนที่มีบุญเก่าน้อยแต่ชาตินี้ทำบุญมาก ปฏิบัติมาก ก็ไปได้เหมือนกัน อย่ามัวนั่งรอบุญเก่าอยู่เลย รีบสะสมบุญในปัจจุบันให้มาก ทำให้มาก พิจารณาให้มาก ทุกลมหายใจเข้าออก จะเกิดประโยชน์กับตนเองแน่นอน อย่ารอให้คนอื่นทำให้ ขอให้รีบทำเองปฏิบัติเอง อย่ารอให้เขามาทำให้ เขาไม่ทำให้ก็จบกัน จะทำอะไรได้ ขอให้ตั้งใจทำเอาตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย หลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า ในดวงเดิมของเราใสจริง ๆ ที่มัวหมองอยู่นี้เป็นเพราะกิเลสบัง กิเลสทำให้ใจเศร้าหมอง ทาน ศีล สมาธิ ภาวนา ปัญญา เป็นสิ่งที่ชำระใจให้บริสุทธิ์ ทำเองเห็นเอง หายสงสัยการปฏิบัติธรรม สมาธิภาวนา

การปฏิบัติธรรมภาวนาของหลวงพ่อ ถ้าไม่สังเกตให้ดี ก็จะดูว่าท่านไปเรื่อย ๆ ผู้เขียนเคยขอโอกาสเรียนถามแนวทางการปฏิบัติธรรมทำสมาธิภาวนา หลวงพ่อท่านเมตตาบอกว่าเป็นไปตามแนวทางของพ่อแม่ ครูอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หลวงพ่อดี ฉนฺโน กำหนดดูลมหายใจเข้าออก โดยอาศัยหายใจเข้ากำหนดเป็นพุท หายใจออกกำหนดเป็นโธ ติดตามดูลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา ทั้งอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดอยู่อย่างนั้น ส่วนการออกธุดงค์ ผู้เขียนไม่ได้เรียนถามมากนัก จำได้ว่าหลวงพ่อท่านเมตตาเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านเดินธุดงค์มาถึงริมเขื่อนอุบลรัตน์ ต้องข้ามฟากไปฝั่งตรงข้ามโดยอาศัยเรือชาวบ้าน เรือนั้นปริ่มน้ำมาก น้ำกับขอบเรือเสมอกัน หลวงพ่อท่านคิดว่าเรือคงจะจมกลางคัน เดินทางไปได้ถึงฝั่ง แสดงว่าหลวงพ่อท่านคงจะมีบารมีได้บวชในบวรพุทธศาสนาตลอดชีวิต ซึ่งเรือก็ได้เข้าถึงฝั่งอย่างปลอดภัย ท่านบอกว่า นับแต่นั้นมา ท่านมีความมั่นใจว่าจะบวชได้ตลอดชีวิตแน่นอน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ท่านต้องการบวชตลอดชีวิตก็เพราะเป็นความต้องการของมารดาาของท่าน ซึ่งท่านก็ต้องการจะสนองบุญคุณพ่อแม่ ท่านบอกว่าเวลาใดที่ระลึกถึงคำสอนของพ่อแม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาที่มีต่อลูก ท่านจะเกิดอาการขนพองสยองเกล้าปีติตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ผู้เขียนได้ยินท่านพูดและแสดงอาการเช่นนี้ก็น้ำตาไหลตาม นับว่าท่านเป็นลูกยอดกตัญญู เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดยอดจริง ๆ พ่อของท่านก็เคยบวชเป็นพระกัมมัฏฐานมาก่อน แต่มีเหตุจำเป็นต้องลาสิกขาเพศ พ่อของท่านจึงต้องการให้ลูกชายได้บวช และขอกับลูกชายว่าถ้ามีบุญพอก็ขอให้บวชตลอดชีวิต จึงเห็นได้ว่า พ่อของหลวงพ่อมีลูกชายบวชถึง ๒ องค์ คือ หลวงพ่อพระครูวิมลสีลาภรณ์ และหลวงพ่อหนูเมย สิริธโร วัดป่าศรีสะอาด บ้านท่าศรีไค อำเภอวานรนิวาส และบวชมาจนถึงปัจจุบัน มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คืออากัปกิริยาของหลวงพ่อหนูจะแตกต่างจากหลวงพ่อพระครูวิมลสีลาภรณ์เอามาก ๆ หลวงพ่อหนูเป็นพระที่พูดตรง ๆ โผงผาง ตรงข้ามกับหลวงพ่อ แต่ท่านเป็นพระที่กราบได้สนิทใจแน่นอนไม่ต้องสงสัย หลวงพ่อท่านเมตตาบอกข้าพเจ้าว่า เป็นเพราะวาสนาบารมีนิสัยดังเดิมของท่านมาหลายชาติแล้ว มีแต่องค์พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ตัดวาสนานิสัยดั้งเดิมได้

หลวงพ่อท่านมีสุขภาพไม่แข็งแรง การปฏิบัติธรรมของท่านจึงเป็นแบบระมัดระวัง ดำรงสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก หลวงพี่ท่านเมตตาบอกว่า ถ้าเผลอก็หมายถึงชีวิตหมดลง ดังนั้น ต้องใช้สติเป็นตัวกำกับอยู่ตลอด ปกติคนเราเวลาป่วยไข้ต้องนอนหลับพักผ่อนเสีย พักฟื้นไข้ ไม่ทำอะไร แต่สำหรับท่านแล้ว เวลาป่วยนั้น ท่านบอกว่าแทบจะไม่ได้จำวัดหรือพักผ่อน ตรงกันข้าม ท่านกลับใช้เวลานั้นต่อสู้กับอาการที่เกิดขึ้นกับสังขาร นั่นคือ ท่านจะเข้าสมาธิภาวนาเฝ้าติดตามอาการเคลื่อนไหวของโรคทุกลมหายใจเข้าออก มีจุดใดบ้างที่ต้องเฝ้าระมัดระวังเป็นพิเศษก็จะติดตามอยู่อย่างนั้น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ต้องใช้สมาธิจิตเฝ้าพิจารณา คอยผ่อนปรนตามอาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดินจงกรมเปลี่ยนอิริยาบถไปเรื่อย ๆ หยุดไม่ได้ ท่านบอกว่าเวลาเรานอนหลับพักผ่อน สมาธิของเราจะอ่อนหรือขาดหายไป ดังนั้น อาการป่วยของท่านจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยสมาธิจิตช่วยในการรักษา เพราะร่างกายบางส่วนมันหย่อนสมรรถภาพ อ่อนแรงมาก การดูอาการของร่างกาย ภาษาธรรมกับภาษาโลกมันแตกต่างกัน เข้าใจยาก ถ้าคนเคยฝึกสมาธิในระดับพื้นฐานได้แล้วจะทราบดีว่าการดูอาการของร่างกายนั้นเป็นอย่างไร เกิดอะไรตรงไหน แม้คนที่หิวข้าวมาก ๆ ยังรู้เลยว่ามันแสบมันร้อนตรงไหน แล้วหลวงพ่อที่ปฏิบัติสมาธิในระดับสูง ๆ ทำไมจะไม่ทราบจุดที่แสดงอาการ ผู้เขียนเมื่อสมัยอยู่ใกล้กุฏิท่าน เฝ้าสังเกตุดูวามารถรู้ได้ว่าท่านจำวัดหรือไม่

หลวงพ่อท่านป่วยด้วยระบบลำไส้ โรคลำไส้อักเสบ เส้นเลือดหัวใจตีบ โรคไต โรคต้อกระจก โรคหัวใจ ระบบหายใจ เวลาท่านจำวัดสนิทจะมีเสียงลมหายใจที่ดัง เวลาที่ผู้เขียนนั่งสมาธิจะได้ยินเสียงชัดเจนมาก ยิ่งเวลาดึกสงัดก็ยิ่งชัดเจนมาก ผู้เขียนชอบนั่งสมาธิในช่วงดึกมาก ๆ เพราะทำให้อารมณ์สมาธิดีมาก และมักเป็นช่วงเวลาที่หลวงพ่อท่านพักผ่อน แต่ช่วงการพักผ่อนของหลวงพ่อท่านมีไม่มากนัก ผู้เขียนเข้าใจว่าช่วงเวลาที่หลวงพ่อจำวัดประมาณ ๑ ถึง ๓ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก นอกนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมภาวนา ในช่วงหัวค่ำ ท่านนั่งสมาธิภาวนา ออกจากสมาธิท่านจะเดินตรวจตราตามกุฏิและรอบบริเวณวัด ดังนั้น เวลาที่พระเณรคุยกัน หลวงพ่อท่านจะเตือนให้ปฏิบัติสมาธิภาวนาเสมอ ๆ ผู้เขียนสังเกตว่า การเดินในบริเวณวัดของท่านก็เป็นการเดินจงกรมไปในตัว ถ้าใครสังเกต จะพบว่าเวลาหลวงพ่อเดิน ท่านทอดสายตาต่ำเหมือนการเดินจงกรม ท่านสอนว่าการทำอะไรให้เป็นไปด้วยอารมณ์สมาธิภาวนาตลอดเวลา ฝึกอยู่เรื่อย ๆ ก็จะชินไปเอง ไม่ได้วันนี้วันต่อไปต้องได้ ขอเพียงมีความพยายามอย่าได้ท้อถอย

วันไหนที่ผู้เขียนคะเนว่าหลวงพ่อคงไม่ได้จำวัด ก็จะสังเกตเวลาท่านเดิน ท่านจะมีอาการอ่อนเพลียให้เห็น จะมีอาการซวนเซนิด ๆ บางวันก็ขอโอกาสกราบเรียนถามท่านถึงอาการป่วยของท่าน หลวงพ่อท่านก็่จะเมตตาบอกอาการให้ฟังและบอกว่าท่านไม่ได้จำวัด พรรษาที่ผู้เขียนอยู่ด้วย ท่านแข็งแรงพอประมาณ (หลังจากที่ทางลูกศิษย์ทำพิธีไถ่ถอนชีวิตโคถวายหลวงพ่อ ผู้เขียนสังเกตว่าท่านแข็งแรงขึ้น ผู้เขียนยังอนุโมทนากับลูกศิษย์ของท่านที่ได้ช่วยกันทำถวายหลวงพ่อ ท่านทั้งหลายจงปลื้มปีติยินดีในบุญกุศลของท่านเถิด) ด้วยท่านสามารถออกบิณฑบาตได้ตลอดพรรษา บางท่านอาจจะเข้าใจว่าเวลาท่านป่วย ท่านไม่ปฏิบัติธรรมทำสมาธิแต่กลับตรงกันข้าม ยิ่งป่วยท่านยิ่งปฏิบัติสมาธิมาก หลวงพ่อท่านบอกว่าเวลาของท่านมีค่า ท่านจะยังประโยชน์ทั้งส่วนตัวและส่วนรวมให้ถึงพร้อมเท่าที่จะทำได้ พวกเราที่แข็งแรงยังหลงตัวอยู่ ฉะนั้น จะทำอะไรก็รีบทำเสียแต่เดี๋ยวนี้ เวลานี้ ทั้งประโยชน์ส่วนตัว ส่วนรวม ทั้งหน้าที่การงานของตนเองและของบ้านเมือง ของส่วนรวม ให้รีบทำอย่ารีรอต่อไป

มีคุณหมอจากโรงพยาบาลเจริญศิลป์ โรงพยาบาลสว่างแดนดิน จากหนองคาย พยายามจะนิมนต์หลวงพ่อท่านให้ไปตรวจรักษาอาการป่วยที่โรงพยาบาลบ้าง หรือขอนำอุปกรณ์มาตรวจที่วัดบ้าง ท่านไม่อนุญาต ท่านเมตตาบอกว่าท่านดูแลตัวเองได้ ถึงเวลาจะไปเอง คนไข้อื่นที่จำเป็นกว่าท่านมีมาก ไม่ต้องการให้เสียเวลาคนอื่นที่จำเป็นมากกว่าท่าน ขอให้ทุกคนรีบทำความดี รีบสร้างบุญกุศล เจริญจิตภาวนาให้มาก ๆ อย่าได้รีรอ เพราะความไม่แน่นอนของชีวิตมันเที่ยงตรง ไม่มีการบอกกล่าวให้ใครทราบล่วงหน้าได้ เวลาไป มันก็ไปตามหน้าที่ ความตายมันเที่ยงตรง ยุติธรรมที่สุด ไม่เลือกเวลา สถานที่ คนยากคนจน คนมีเศรษฐี ยาจก วณิพก ไพร่ เจ้าขุนมูลนาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น ท่านทั้งหลายจึงไม่ควนประมาท อะไรทำได้หลวงพ่อจะรีบทำตามความสามารถที่มีอยู่ ไม่รอบาปรอบุญบารมี มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นดีที่สุด

หลวงพ่อท่านบอกว่า คนที่นับถือศาสนาพุทธ ถ้าปฏิบัติสมาธิได้ขั้นพื้นฐานแล้ว จะไม่มีการถอยในภาวนาเลย มีแต่จะเดินหน้าหาที่สุดทุกข์าคือพระนิพพาน ที่คนทังหลายนับถือศาสนาเข้า ๆ ออก ๆ อยู่นั้น เพราะไม่ได้ปฏิบัติสมาธิภาวนา หรือปฏิบัติไม่ถึงสมาธิ ไม่มีศาสนาใดที่สอนสมาธิที่เป็นกฎเป็นเกณฑ์มีแนวทางเหมือนศาสนาพุทธเรา เราเกิดมาพบศาสนาพุทธนับว่าเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ ขอให้รีบดำเนินตามรอยของพระพุทธองค์ที่ทรงพาดำเนินได้ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด  มีเหตุการณ์หนึ่งที่มีคนเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า มีคนจากทางลำพูนเขียนจดหมายมาบอกหลวงพ่อพระครูว่า ขอให้ท่านปฏิบัติต่อไป ด้วยขณะนี้มีปราสาทคอยรองรับที่สวรรค์ชั้นพรหมโลกแล้ว คนที่เขียนมาบอกไม่เคยรู้จักกับท่าน เขาบอกว่าเขารู้ได้ด้วยการส่งจิตขึ้นไปเที่ยวชมสวรรค์ชั้นพรหมโลกมา เขาบอกว่าเขามีความสามารถพิเศษที่จะทำได้เพียงแต่เข้าสมาธิก็ไปได้แล้ว

ผู้เขียนขอโอกาสเรียนถามหลวงพ่อ ท่านบอกว่ามีคนเขียนมาบอกอย่างนั้นจริง ๆ ที่เรื่องนี้มีคนทราบเพราะหลวงพ่อท่านไม่มีความลับกับผู้ใด จดหมายของท่าน ท่านอนุญาตให้พระเณรอ่านก่อนได้ หลวงพ่อท่านบอกว่าความลับของท่านไม่ม่ในโลกอันนี้ สิ่งใดที่เป็นจริงหลวงพ่อท่านก็จะตอบตามเป็นจริง แต่สำหรับผู้เขียน ถึงท่านจะอนุญาต ก็จะไม่ทำ เว้นแต่ท่านจะนำมาให้อ่านหรือเล่าให้ฟังเท่านั้น ผู้เขียนสอบถามท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้ก็บอกว่าจริง หลวงพ่อท่านบอกว่าอย่าไปสนใจเลย ใครจะว่าเราไปถึงไหนก็ช่าง เราต้องรู้เราดีว่า การปฏิบัติ การกระทำของตัวเองเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะกำจัดอาสาวะกิเลสออกจากมลสันดานได้ การปฏิบัติธรรมไม่มีใคนพยากรณ์ มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่พยากร์ ผู้ปฏิบัติธรรมเท่านจะรู้เอง ตามสภาวะจิตที่เป็นอยู่ ถ้ามัวแต่สนใจการพยากรณ์อยู่ก็ไปไม่ได้ถึงไหน

ผู้เขียนเคยขอโอกาสเรียนถามเรื่องการรู้วาระจิตของคนอื่น จะเป็นไปได้ไหม หลวงพ่อท่านบอกว่า สำหรับนักปฏิบัติไม่ได้เป็นของยุ่งยากเลยกับเรื่องอย่างนี้ มันเป็นสมาธิที่ไม่สูงเกินไป ขอเพียงท่านรวบรวมสมาธิเพ่งมองเท่านั้นก็สามารถจะรู้วาระจิตของคนและสัตว์ได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนเรียนถามท่านว่าท่านเคยทำไหม ท่านตอบว่าท่านเคยทำอยู่ ถ้าอยากรู้ก็ให้รีบเร่งปฏิบัติดู แล้วจะหายสงสัยเอง รู้เองเห็นเองหายสงสัย คนเห็นของจริงดีกว่าฟังคนอื่นเล่าให้ฟัง ฟังแล้วก็สงสัยไม่มีสิ้นสุด

ในการนิมนต์หลวงพ่อในวันสำคัญต่าง ๆ วันเสาร์วันอาทิตย์ ทางลูกศิษย์ได้ขอไว้ ด้วยมองเห็นประโยชน์ว่าวันเหล่านั้นจะมีลูกศิษย์ทั้งใกล้ไกล ทั้งที่เป็นข้าราชการที่มีเวลาเข้าวัดอันจำกัด เดินทางมากราบนมัสการ มาทำบุญที่วัดจำนวนมาก ถ้าหลวงพ่อไม่อยู่ จะทำให้ผู้เดินทางมาผิดหวัดง ทางลูกศิษย์จึงขอทำความเข้าใจกับท่านที่มีความต้องการนิมนต์ท่านไปในวันสำคัญ วันเสาร์ อาทิตย์ โปรดเห็นความจำเป็นในข้อนี้ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย

เรื่องวัตถุมงคล โดยเฉพาะรุ่นแรก ต่อไปคงมีการถกเถียงกันแน่นอนเพราะในช่วงแรกที่คณะครูบ้านทุ่งคำทำถวาย ๒,๐๐๐ เหรียญ หลวงพ่อมองเห็นว่าคงไม่พอกับการแจกแน่ จึงให้นำบล็อคเดิมของคณะครูบ้านทุ่งคำทำเพิ่ม แล้วทำการอธิษฐานจิต แรกเริ่มเดิมทีท่านต้องการจะอธิษฐานจิตตลอดพรรษา แต่ไม่ถึงพรรษามีคนไปขอมาก หลวงพ่อจึงจำเป็นต้องแจกจ่ายก่อน ส่วนที่ท่านทำมาเพิ่มก็อธิษฐานจิตต่อมาตลอดจนปี ๒๕๓๘ เรื่องล็อกเก็ตรุ่นแรก มีจุดที่น่าสังเกตเป็นสำคัญคือ ท่านเมตตาลงอักขระด้วยองค์ท่านเองทุกเหรียญ ท่านเมตตาบอกว่าน่าจะเรียกล็อกเก็ตเป็นรุ่นแรก เพราะคณะที่จัดทำล็อกเก็ตขออนุญาตสร้างก่อน แต่ทำแจกภายหลัง ส่วนรุ่นอื่น ๆ คงไม่มีปัญหา หลวงพ่อให้ข้อคิดในเรื่องวัตถุมงคลไว้ว่า วัตถุมงคลเป็นสิ่งที่ให้ระลึกถึงคุณงามความดีองค์ที่ท่านสร้าง ท่านสร้างด้วยความดี ท่านจะคุ้มครองคนทำดี ท่านเตือนให้กำหนดพุทโธตลอดเวลา ไม่มีอะไรเหนือกรรม กรรมดีพระคุ้มครอง ไม่มีอะไรศักด์สิทธิ์เหนือกว่ากรรม กรรมดีพระคุ้มครอง ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่ากรรมได้เลย หมดอายุขัยก็คุ้มครองไม่ได้ แรงอะไรก็ไม่เท่าแรงกรรม วัตถุมงคลท่านจะช่วยได้บางโอกาสเท่านั้น อย่าประมาทกรรม ไม่มีอะไรเหนือกรรม จงทำดีให้มาก

หลวงพ่อท่านบอกว่าการรับรู้เรื่องของคนอื่นมันไม่เหมือนรู้เรื่องตนเอง รู้ตนเองเห็นเองหายสงสัย ใคนจะว่าอย่างไรก็หมดสงสัย เหมือนรับประทานอาหาร คนอื่นบอกว่าอร่อย แต่เราไม่ได้รับประทานด้วยก็ไม่หายสงสัย คนเคยไปกรุงเทพฯ มีพระแก้วมรกตก็ไม่สงสัย เพราะเคยไปเห็นมาแล้วด้วยตนเองท่านสอนว่าเรียนรู้เรื่องทางโลกมันไม่รู้จบรู้สิ้น เรียนอันนั้นเหลืออันนี้อยู่ตลอดไป คนทั้งหลายไม่สนใจจิตใจตนเอง สนใจแต่เรื่องที่ก่อให้เกิดความทุกข์วิปโยควังเวง เรียนทางโลกไม่เหมือนเรียนทางธรรม เรียนทางธรรมไปสิ้นสุดที่นิพพาน ใคนไปถึงนิพพานก็จบ

มรณภาพ

หลวงปู่เนยละสังขารอย่างสงบ ด้วย โรคไตวายเฉียบพลัน เมื่อวันศุกร์ที่ 4 พ.ค. 2555 ที่กุฏิวัดป่าโนนแสนคำ  บ้านทุ่งคำ ตำบลเจริญศิลป์  อำเภอเจริญศิลป์  จังหวัดสกลนคร สิริอายุ 74 พรรษา 54

สวัสดียามเช้า พระคุ้มครอง