บทความพระพุทธศาสนา

เธอเป็นใครหนอ..มีผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีท่วงท่าลีลามากมาย…

5 ธันวาคม 2021 | ธรรมะคุ้มครอง
เธอเป็นใครหนอ..มีผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีท่วงท่าลีลามากมาย
เธอเป็นใครหนอ..มีผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีท่วงท่าลีลามากมาย

อลัมพุสาเทพกัญญา

เรื่องย่อมีอยู่ว่า อิสิสิงคดาบส ได้บำเพ็ญพรตอย่างแรงกล้า จนเหล่าเทวดามีพระอินทร์เป็นต้นหวั่นไหวกลัวว่าดาบสนี้มีบารมีแก่กล้าจะมาจุติเป็นพระอินทร์แทนตน จึงได้ส่งอลัมพุสาเทพกัญญาใช้มารยาหญิงเพื่อทำให้ดาบสนี้ตบะแตก เมื่ออลัมพุสาเทพกัญญารับเทวบัญชาแล้ว จึงได้มาสู่สำนักของดาบส

ขณะนั้น อิสิสิงคดาบสสรงน้ำในเวลาเช้าแล้ว พักอยู่ในศาลาหน่อยหนึ่ง แล้วจึงออกมากวาดที่โรงไฟ (ที่บูชา) นางได้ยืนแสดงความงามของหญิงอยู่ข้างหน้าของพระอิสิสิงคดาบสนั้น

ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะถามนางจึงกล่าวว่า

เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองามดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตรล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล ประหนึ่งแสงอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยาทมากมาย กำลังแรกรุ่นสะคราญโฉม น่าดูน่าชม เท้าของเธอไม่เว้ากลาง เมื่อเหยียบต้องแผ่น ดิน ก็เรียบเสมอ อ่อนละมุน แสนสะอาดตั้งลงด้วยดี การเยื้องกายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจของเราให้วาบหวามได้ทีเดียว

อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วยงวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองคำ

นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอกอุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชันเขียว

ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก ทรงไว้ซึ่งขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตึงทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำเต้าครึ่งซีก

คอของเธอประดุจเนื้อทราย เรียบงามดุจพื้นสุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ คือ ชิวหา

ฟันของเธอทั้งข้างบน ข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็นที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก

ผมที่งอกบนศีรษะ ของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์ ในบรรดาผู้ทำกสิกรรม และเลี้ยงสัตว์ พ่อค้า และหมู่ฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มีประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคลใดในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร?

นางถูกพระดาบสกล่าวชมตนตั้งแต่เท้าจนถึงผมอย่างนี้ ก็นิ่งเสีย เมื่อนางพิจารณาดูคำนั้นแล้วก็รู้ว่า พระดาบสนั้นเป็นผู้หลงใหลในความงามของตน จึงกล่าวว่า

ท่านเอ๋ย เมื่อจิตของท่านเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรเลย มาเถิดที่รัก เราทั้งสองมารื่นรมย์กัน ในที่ของเรา มาเถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดในกระบวนความยินดีด้วยกามคุณ (ผมไม่รู้จะแปลยังไงให้เข้าใจง่าย แต่รู้ว่าหมายถึงอะไร)

ผู้หญิง
ผู้หญิง

นางอลัมพุสาเทพกัญญา กล่าวอย่างนี้แล้วก็คิดว่า เมื่อเรายืนเฉยอยู่อย่างนี้ พระดาบสนี้ ก็จักไม่ยอมเข้ามาสู่อ้อมแขนเรา นางจึงเข้าไปหาพระดาบส เมื่อเข้าไปใกล้แล้วจึงทำท่าจะเดินหนี เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในมารยาหญิง

ลำดับนั้น พระดาบสเห็นดังนั้นก็คิดว่านางจะไปเสีย จึงไม่รอช้า วิ่งเข้าไปหาโดยเร็ว (เพื่อขวางไม่ให้นางหนี) เมื่อมาทันนางแล้วก็เอามือลูบคลำที่เรือนผมของนาง

นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมาสวมกอดพระดาบสไว้ทันที ฌานของอิสิสิงคดาบสก็เสื่อม (ตบะแตก) ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา

ลำดับนั้น เมื่อนางเทพกัญญารู้ว่าความปรารถนาของท้าวสักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ นางก็มีจิตประหวัดถึงพระอินทร์ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน อย่างนี้ว่า โอ! ท้าวสักกะควรส่งบัลลังก์มา

ท้าวมฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้วจึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวารมาโดยพลัน ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นางอลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสไว้แนบทรวงอกอยู่บนบัลลังก์นั้น

นางกอดพระอิสิสิงคดาบสให้นอนแนบอก นั่งอุ้มอยู่บนบัลลังก์นั้น สิ้นเวลาบนโลกมนุษย์ไป ๓ ปี แต่เป็นครู่เดียวของเวลาทิพย์

เมื่อพระดาบสได้สติตื่นขึ้นมา เวลาก็ได้ล่วงไป ๓ ปีแล้ว ขณะที่พระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น นางอลัมพุสาเห็นอาการกระดิกมือเป็นต้นแล้ว ทราบว่าพระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น จึงบันดาลให้บัลลังก์อันตรธานไป แม้ตนเองก็ได้อันตรธานไปยืนแอบอยู่

พระดาบสนั้นตรวจตราดูอาศรมแล้ว คิดว่า ใครกันหนอ ทำให้เราเป็นเช่นนี้ แล้วคร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง ท่านได้มองไปโดยรอบ ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มรกรอบเรือนไฟ ผลัดใบใหม่ดอกบาน อึงคะนึงด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่าแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลรินปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง

ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเราด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดชของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็มด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพ ฉะนั้น

ผู้หญิง
ผู้หญิง

อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอกโทษหนักจักเกิดขึ้นกับเรา เราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวว่า

ท้าวเทวราชส่งฉันมาเพื่อทำฌานของท่านให้เสื่อม เคลื่อนจากพรหมจรรย์ จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกตัว เพราะประมาท

พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง เช่นนี้

……….เราจักเป็นเช่นเดิมอีก คือจักยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้น……..

ท่านอิสิสิงคดาบสนั้นก็ทำฌานให้เกิดได้อีก ลำดับนั้น นางอลัมพุสาเทพกัญญา เห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่าท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบสแล้วจึงขอให้ท่านอดโทษตน โดยกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้วเพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า ในคราวนั้น ท่านได้ทำให้เทพบุรีทั้งหมดหวั่นไหวแล้วด้วยเดชแห่งศีลของท่าน

ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวว่า

ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศและเธอจงมีความสุขเถิด ดูก่อนนางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด

นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวารเครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืนแล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย

ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นาง อลัมพุสาเทพกัญญา ผู้มาถวายบังคมแล้วยืนอยู่ นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราช จึงกล่าวว่า

ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤๅษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะหม่อมฉันขอพรข้อนี้


ที่มา : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อ่านบทเต็ม : อลัมพุสาชาดก ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ


เรื่องอลัมพุสาชาดกให้ข้อสังเกตอยู่หลายประการ

  • เทวดา พระอินทร์ยังเกรงกลัวตบะแห่งผู้ทรงฌาน
  • พระอินทร์ยังมีความกลัว มีความหวาดระแวงว่าจะมีผู้มาโค่นล้มอำนาจหรือตำแหน่งตนเอง ทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางหรือทำลาย ตัดไฟแต่ต้นลมเสีย นับประสาอะไรกับมนุษย์ ทำทุกอย่างเพื่อสกัดบุคคลผู้เห็นต่าง บุคคลผู้ที่จะมาโค่นล้มอำนาจตนเอง แม้วิธีนั้นจะเป็นวิธีที่สกปรกก็ตาม
  • ในเรื่องนี้ พระอิสิสิงคดาบส ไม่เคยเห็นผู้หญิงจริง ๆ มาก่อน จึงมองตั้งแต่ปลายเท้าถึงผม (แต่จริง ๆ ต้องใช้คำว่ามองตั้งแต่ผมจนถึงปลายเท้า เพราะธรรมชาติคนต้องมองหน้าตาก่อน) น่าแปลกอยู่พระอิสิสิงคดาบสรู้ทุกจุดของผู้หญิง รู้ด้วยว่าตรงหน้าอกเรียกว่าอะไร รู้ด้วยตรงนั้นมีน้ำนม (ขีรรส) รู้เครื่องประดับต่าง ๆ ของผู้หญิงว่าทำด้วยอะไร
  • ด้วยกลิ่นอายทิพย์จากนางอลัมพุสาเทพกัญญาทำให้ดาบสสลบเป็นเวลานานถึง ๓ ปี แต่เป็นเหมือนครู่เดียวของเวลาสวรรค์ ตื่นขึ้นมาเห็นอาศรมศาลารกรุงรังเต็มไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์
  • เรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่โบราณาจารย์ยกตัวอย่างมารยาหญิงว่ามีมากมายหลายร้อยเล่มเกวียน

สวัสดียามเช้า พระคุ้มครอง