บทความพระพุทธศาสนา

ลักษณะคนถ่อย คือ คนที่เลวทราม ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย 20 ประการ

10 มีนาคม 2020 | ธรรมะคุ้มครอง
ลักษณะคนถ่อย คือ คนที่เลวทราม ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย 20 ประการ
ลักษณะคนถ่อย คือ คนที่เลวทราม ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย 20 ประการ

ลักษณะคนถ่อย คือ คนที่เลวทราม ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย 20 ประการ

  1. คนมักโกรธ ผูกโกรธ ลบหลู่ มีทิฏฐิวิบัติ มีมายา : พระพุทธองค์ตรัสว่า บุคคลฆ่าความโกรธแล้วอยู่เป็นสุข นั่งนอน หรือไปที่ไหนก็เป็นสุข คนที่โกรธ ผูกความโกรธไว้ เหมือนจุดไฟเผาตนเอง ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ร้อนก็คือตัวเราเอง และอาจจะลุกลามแผดเผาคนอื่นได้
  2. คนผู้เบียดเบียนสัตว์

    ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ : บุคคลนี้บ่งบอกว่าเป็นผู้ขาดความเมตตากรุณา ทุกวันนี้จะเห็นว่า ถ้าเราเห็นใครทำร้ายสัตว์ไม่ว่าเพื่อความสนุกสนานหรืออะไรก็ตาม เรามักจะไม่เห็นด้วย และคนไม่ได้ บางคนถึงกับไปแจ้งความดำเนินคดีกับคนประเภทนี้

  3. คนผู้เบียดเบียน ปล้น ฆ่า ชาวบ้านและชาวนิคม : ข้อนี้ชัดเจนว่าคนประเภทนี้สร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่นมากแค่ไหน ผิดทั้งกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งศีลธรรม ไม่ว่าศาสนาใด ความเชื่อใด กฎหมายประเทศไหนก็ตาม ถือว่าคนประเภทนี้เป็นคนไม่ดีทั้งนั้น บางประเทศมีกฎหมายที่รุนแรงสำหรับลงโทษคนประเภทนี้
  4. คนผู้ลักทรัพย์ ของผู้อื่นที่เขาไม่ได้อนุญาตในบ้านหรือในป่า : ทรัพย์ที่มีเจ้าของถึงแม้เขาจะเก็บในบ้านหรือในป่าก็ตาม ก็ย่อมเป็นของมีเจ้าของ ซึ่งใคร ๆ ไปควรไปแตะต้อง ของ ๆ ใคร ๆ ก็รักก็หวงทั้งนั้น ถ้ามีคนประภทนี้อยู่ย่อมสร้างความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด ข้อนี้ผิดทั้งกฎหมายบ้านเมืองซึ่งทุกประเทศได้ห้ามไว้ และผิดทั้งศีลในพระพุทธศาสนา
  5. คนที่กู้หนี้มาใช้แล้ว กลับความว่าหาได้เป็นหนี้ท่านไม่ : ข้อนี้ภาษากฎหมายไม่แน่ใจเรียกว่าอะไร ใช่ฉ้อโกงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ผิดกฎหมาย ผิดทั้งศีลธรรม จัดว่าเป็นคนขาดความซื่อสัตย์ ซึ่งขาดความซื่อสัตย์แล้วสังคมไหนก็อยู่ได้ยาก
  6. คนที่ฆ่าคนเดินทางชิงเอาสิ่งของ เพราะอยากได้สิ่งของนั้น : ถ้าทุกวันนี้ก็คือการปล้นทรัพย์ด้วยการทำร้ายเจ้าทรัพย์ถึงแก่ชีวิต ผิดร้ายแรงทั้งกฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรม สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคม จะไม่เรียกว่าคนถ่อยได้อย่างไร
  7. คนที่เป็นพยานแล้วกล่าวคำเท็จเพราะเหตุแห่งตน ผู้อื่น หรือทรัพย์ : การเป็นพยานกล่าวเท็จ เพราะอาศัยมูลเหตุหลายประการ ความโบภบ้าง ความเกลียดชังบ้าง เป็นต้น ไม่ใช่แค่การโกหกธรรมดา แต่เป็นการทำเพื่อหวังทรัพย์สินผู้อื่น ผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรมหลายข้อมีเดียว
  8. ผู้ประพฤติล่วงเกินในภริยาของญาติ หรือของเพื่อนด้วยการข่มขืน หรือด้วยการร่วมรักกัน : คู่ครองของใคร ๆ ก็รักก็หวง ถ้ามีเพื่อนแบบนี้รับรองเสียเพื่อนแน่
  9. คนผู้สามารถแต่ไม่เลี้ยงมารดาหรือบิดาผู้แก่เฒ่า : เขาเรียกว่าอกตัญญู มีทรัพย์ที่สามารถเลี้ยงดูบิดามารดาแต่ไม่เลี้ยง มีเวลาที่จะกลับมาเยี่ยมท่านแต่ไม่มา โลกไม่สรรเสริญคนประเภทนี้
  10. คนผู้ทุบตี ด่าว่า บิดา มารดา พี่ชาย พี่สาว แม่ยาย พ่อผัว แม่ผัว : ข้อนี้ท่านยกตัวอย่างแต่ผู้อาวุโสในตระกูล ถึงแม้จะทุบตีบุตร ภริยา น้องสาว น้องชาย ด้วยความโกรธอย่างไม่มีเหตุผลที่จะเป็น ก็คงหนีไม่พ้นที่จะเรียกว่าคนถ่อย
  11. คนผู้ถูกถามถึงประโยชน์ พูดกลบเกลือนเสีย บอกแต่สิ่งไม่เป็นประโยชน์ : เมื่อใครบางคนมาขอคำชี้แนะ รู้แต่แทนที่จะแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขากลับพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์หรือให้โทษแก่เขา เช่น ใครบางคนมาถามว่าเขาควรเลิกดีไหม แทนที่จะตอบเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อเขาในการเลิก กลับพูดว่าเลิกทำไม ลงทุนสูบมาเยอะแล้ว สูบต่อไปเลย
  12. คนทำกรรมชั่วแล้ว ปรารถนาว่า ใครอย่าพึงรู้ ปกปิดไว้ : อันนี้ปกปิดความชั่วตนเอง ทำก็บอกว่าไม่ได้ทำ ผิดก็ไม่ยอมรับผิด หนักเข้าก่อกรรมทำชั่วเพิ่ม เช่น ทำร้ายพยานที่รู้เห็น หรือใส่ร้ายคนอื่นอีกเพื่อให้ตนพ้นผิด
  13. คนผู้ไปสุ่สกุลอื่นแล้ว บริโภคโภชนาที่สะอาด แต่ไม่ตอบแทนเขาผู้มาสู่สกุลของตน : อันนี้ท่านสอนให้เป็นคนรู้คุณคน แม้ข้าวจานเดียวก็ตาม การตอบแทนคุณคนนั้นมีหลายวิธี เช่น กล่าวคำยกย่องชมเชยเขาเป็นต้น หรือเมื่อมีโอกาสก็แบ่งปันสิ่งของให้เขาเพื่อเป็นการตอบแทนคุณ
  14. คนผู้ลวงสมณพรามหณ์ หรือแม้วณิพกอื่นด้วยมุสาวาท : การโกหกนั้นไม่ดีแน่ โดยเฉพาะกับพระ เพราะพระท่านไม่เป็นพิษภัยกับใคร อยู่แต่ในวัด อย่าหาวิธีไปโกหกคดโกงท่านเลย
  15. คนผู้ด่าสมณพราหมณ์เวลาบริโภคอาหาร หรือไม่ให้โภชนา : ข้อนี้คงมีตัวอย่างมานะ อย่างสมณพราหมณ์หรือพระสงฆ์ไปบิณฑบาต ไม่ให้ท่านก็ไม่ว่า ท่านไปด้วยความสงบ แต่บางคนด่าอีก หาว่าท่านมาแย่งอาหารกิน บางคนได้ยินเขาก็ตำหนิติเตียนการกระทำของเขา ชาวบ้านจึงจัดคนประเภทนี้เป็นคนถ่อยประเภทหนึ่ง
  16. คนผู้ถูกโมหะครอบงำ ปรารถนาของเล็กน้อย พูดอวดสิ่งที่ไม่มี : ข้อนี้ท่านก็คงมีตัวอย่างหรือนิทานมา แต่ผมจำเรื่องไม่ได้ โมหะคือความหลง แล้วอยากได้ของคนอื่น แล้วพูดอวดอ้างในสิ่งที่ตนไม่มีเพื่อที่จะให้เขาให้สิ่งที่ตนต้องการ
  17. คนเลวทราม ยกตนข่มผู้อื่นด้วยมานะของตน : มานะในภาษาทางศาสนาแปลว่าความถือตัว ไม่ได้แปลว่าความขยันนะครับ ข่มคนอื่นด้วยการถือว่าตนเองเป็นคนตระกูลสูงบ้าง ข่มคนอื่นเพราะมานะที่ว่าตนเองมีความรู้มากกว่าบ้าง ข่มคนอื่นเพราะความที่ตนเองมีทรัพย์มากบ้าง ข่มคนอื่นเพราะคิดว่าตนเองเหนือกว่าเขาเป็นลักษณะของมานะ
  18. คนผู้มีความปรารถนาลามก มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอายสะดุ้งกลัว : ปรารถนาลามก หมายถึงปรารถนาอันเลวทราม มีความตระหนี่แล้ว ยังม่ความโอ้อวด ไม่ละอายใจอีก ถ้าไม่มีความละอายใจแล้ว ความเลวทรามอย่างอื่นก็จะตามมา
  19. คนติเตียนพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้า บรรพชิต หรือคฤหัสถ์ : ข้อนี้ท่านคงจะมีนิทานต้นเหตุมา ใครที่ว่ากล่าวติเตียนพระพุทธเจ้า หรือสาวกแม้ยะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ตาม ซึ่งท่านเหล่านี้ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ใครติเตียนทำร้าย ย่อมถูกสังคมประณามได้
  20. ผู้ใดไม่เป็นอรหันต์ แต่ปฏิญานตนว่าเป็นพระอรหันต์ : บุคคลประเภทนี้มีทั้งในพระพุทธศาสนาและนอกพระพุทธศาสนา ทีปฏิณญาณตนเองเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผมจะกล่าวถึงบุคคลที่สามารถเปรียบได้อย่างทุกวันนี้ อย่างร่างทรงต่าง ๆ บุคคลที่อ้างว่าเป็นร่างทรงต่าง ๆ ไม่ใช่หลวงพ่อเงิน ก็บอกว่าเป็นหลวงพ่อเงิน ไม่ใช่เทพก็บอกว่าเป็นเทพมาเข้าทรง ท่านลองพิจารณาดูละกันคนประเภทนี้ จะเรียกว่าอะไรดี

สวัสดียามเช้า พระคุ้มครอง