บทความพระพุทธศาสนา

หลวงพ่อ พระเจ้าแสนสามหมื่น ถูกขโมยไป 2 ครั้ง ได้กลับมาที่เดิมทุกครั้ง

12 พฤศจิกายน 2019 | พระเครื่อง
หลวงพ่อ พระเจ้าแสนสามหมื่น วัดสังขลิการาม
หลวงพ่อ พระเจ้าแสนสามหมื่น วัดสังขลิการาม

พระแสน หรือ หลวงพ่อพระแสน หรือ พระเจ้าแสนสามหมื่น หรือ พระแสนสามหมื่นประดิษฐาน ณ วัดสังขลิการาม อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสนเป็นราชธานี เมื่อประมาณ 800 ปีมาแล้ว ซึ่งเจ้าอนุวงษ์แห่งนครเวียงจันทน์ได้ทำการอัญเชิญพระเจ้าแสนสามหมื่น มาประดิษฐ์สถานไว้ที่หอไตรในเมืองเวียงจันทน์เป็นเวลานานหลายร้อยปีมาแล้ว

ขนาดเฉพาะของพระเจ้าแสนสามหมื่น

เป็นการวัดขนาดขององค์พระ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด ซึ่งกรรมการวัดทั้งหมดและชาวบ้านโซ่ ได้ทำการวัดไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2514 เพื่อง่ายต่อการกำหนดลักษณะเฉพาะ ป้องกันการสูญหาย ง่ายต่อการติดตาม

  1. ความกว้างของบัลลังก์ ชั้นที่หนึ่ง 19 นิ้ว
  2. ความกว้างของบัลลังก์ ชั้นที่สอง 17 นิ้ว
  3. วัดรอบบัลลังก์ 32 นิ้ว
  4. หน้าตักปฏิดากรณ์ 11 นิ้ว
  5. วัดรอบองค์พระรวมทั้งสองแขน 17.5 นิ้ว
  6. วัดรอบคอ 6.5 นิ้ว
  7. ใบหูยาว 3 นิ้ว
  8. หน้าผากกว้าง 2.5 นิ้ว
  9. หน้าผากจรดปลายคาง 3 นิ้ว
  10. ยอดเศียรยาว 4 นิ้ว
  11. จากบัลลังก์ชั้นที่หนึ่ง ถึงเศียรสูง 32 นิ้ว
  12. หน้าอกระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง 2 นิ้ว

ประวัติย่อหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น

ในสมัยที่นครเวียงจันทน์มีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และในขณะนั้นพี่น้องชาวลาวและชาวไทยก็มีความสัมพันธิ์อันดีต่อกัน ทางเวียงจันทร์จึงได้มอบพระพุทธรูปให้แก่ชาวไทย 5 องค์ ได้แก่ พระสุก พระเสริม พระใส พระแสน และพระเสี่ยง ซึ่งได้ประดิษฐานในที่ต่าง ๆ ดังนี้

  1. พระสุก เกิดแพแตก จมลงสู่แม่น้ำในระหว่างลำเลียงมา เชื่อว่าพญานาคอัญเชิญไปสักการบูชา
  2. พระเสริม ได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐ์สถานไว้ที่วัดประทุมวราราม กรุงเทพมหานคร
  3. พระใส ได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐ์สถานไว้ที่วัดโพธิ์ชัย หนองคาย
  4. พระเจ้าแสนสามหมื่นกับพระเสี่ยง ชาวโพนพิสัยได้อัญเชิญไว้ที่วัดนิโคตร (วัดมณีโคตร) ต่อมา อธิการจันที มังศรี จึงได้อัญเชิญพระเจ้าแสนสามหมื่นมาประดิษฐานไว้ที่ วัดสังขลิการาม เพราะเห็นว่าวัดดังกล่าวนี้เป็นวัดที่เก่าแก่แต่ไม่มีพระพุทธรูปสำหรับไว้กราบไหว้

พระเจ้าแสนสามหมื่น ถูกคนร้ายโจรกรรมไป 2 ครั้ง

เมื่อพระเจ้าแสนสามหมื่นเมื่อได้ถูกอัญเชิญมาไว้ที่วัดสังขลิการามแล้ว ได้ถูกคนร้ายโจรกรรมไป 2 ครั้ง แต่ด้วยอภินิหารที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าแสนสามหมื่นและเทวดาผู้อภิบาลองค์พระ ซึ่งต้องการให้พระพุทธรูปองค์นี้อยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวโซ่ต่อไป จึงได้มีเหตุให้ได้กลับคืนมาสู่ที่เดิมคือวัดสังขลิการามทุกครั้งไป

ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2462 มีคนร้ายขโมยพระเจ้าแสนสามหมื่นหลบหนีไปทางบ้านหนองยอง ตำบลหนองยอง อำเภอปากคาด ครั้งนั้นคนร้ายได้นำพระเจ้าแสนสามหมื่นไปซ่อนไว้ใต้ต้นดอกเตยซึ่งอยู่นอกหมู่บ้านใกล้ทางเดินไปบ่อน้ำ ต่อมาได้มีหญิงชาวบ้านออกไปเพื่อตักน้ำพร้อมกับสุนัขหลายตัว เมื่อผ่านไปถึงใต้ต้นดอกเตยที่คนร้ายนำพระเจ้าแสนสามหมื่นซ่อนไว้ สุนัขที่ตามนางมาก็พากันส่งเสียงเห่าแต่นางกลับไม่ใส่ใจอะไร ต่อเมื่อกลับมาจากตักน้ำผ่านมาที่เดิม พวกสุนัขก็ยังเห่าอีกไม่หยุด นางจึงได้เข้าไปดูเห็นพระพุทธรูปถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นดอกเตยนั้น นางตกใจทำอะไรไม่ถูกจึงได้รีบเข้าไปในหมู่บ้าน แล้วบอกชาวบ้านให้รับทราบในสิ่งที่ได้พบเห็น พวกชาวบ้านจึงได้พากันอัญเชิญพระพุทธรูปนั้นไปไว้ที่วัดประจำหมู่บ้านแล้วทำการป่าวประกาศหาเจ้าของต่อไป เมื่อชาวบ้านโซ่ทราบเรื่องเข้าก็ตามไปดูปรากฏว่าพระพุทธรูปนั้นคือหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นที่หายไป จึงได้ทำการอัญเชิญกลับมาไว้ที่วัดสังขลิการามเหมือนเดิม

ครั้งที่ 2 เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 6 มีนาคม 2514 พระเจ้าแสนสามหมื่นก็ได้ถูกคนร้ายขโมยไปอีกครั้ง คนร้ายที่ขโมยได้หลบหนีไปทางบ้านหนองท่มท่ากะดัน เขตอำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร นำพระพุทธรูปไปซ่อนไว้ในน้ำห้วยมาย จากนั้นจึงได้นำไปไว้ที่บ้านของตนที่อำเภอสว่างแดนดิน รุ่งเช้าต่อมาคนร้ายนั้นก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ภรรยาของเขาจึงได้นำพระเจ้าแสนสามหมื่นนั้นไปฝากไว้ที่วัดประจำหมู่บ้าน ในคืนนั้นเองเจ้าอาวาสเมื่อเสร็จจากไหว้พระสวดมนต์แล้วก็จำวัดตามปกติ รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาทำให้รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะนอนเอาหัวลงปลายเท้า แต่กลับเอาเท้าขึ้นไปเกยหมอนแทน ด้วยเหตุนี้เจ้าอาวาสจึงนำพระเจ้าแสนสามหมื่นนั้นไปฝากไว้ที่สถานีตำรวจในอำเภอสว่างแดนดิน และในคืนนั้นเองนักโทษที่คุมขังอยู่ได้หนีออกไปโดยไม่มีร่องรอยงัดแงะแต่อย่างใด จึงทำให้ตำรวจประจำโรงพักนั้นต่างก็กล่าวโทษและกันว่าเป็นผู้ทำให้นักโทษหลบหนีไป ตำรวจจึงได้พากันไปอธิฐานต่อหน้าพระเจ้าแสนสามหมื่นนั้นขอให้นักโทษที่หลบหนีไปอย่าได้หนีไปไหนไกล วันต่อมาตำรวจก็สามารถจับนักโทษนั้นกลับมาได้ โดยพบว่าคนร้ายนั้นเดินวนเวียนอยู่ในตลาดนั้นแหล่ะไม่สามารถหาทางออกไปที่อื่นได้ เมื่อตำรวจจับนักโทษนั้นกลับมาแล้ว จึงได้ทำการสอบถามว่าหนีออกจากห้องขังไปได้อย่างไร นักโทษก็ตอบไปว่าลูกกรงในห้องขังอยู่นั้นได้แยกห่างออกจากกันห่างกันเป็นศอกจึงสามารถเดินเข้าออกได้อย่างง่ายดาย ตำรวจและชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพราะอภินิหารของหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นจึงทำให้ดกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ ตำรวจที่โรงพักและพวกชาวบ้านต่างก็รู้สึกเกรงกลัวจึงได้ประกาศหาเจ้าของพระพุทธรูปนั้น ซึ่งต่อมาไม่นานชาวบ้านโซ่ทราบข่าวนั้นจึงได้ส่งหลวงปู่ป้อกับนายเผือก ตรีรัตน์ พร้อมด้วยผู้ติดตามอีก 4-5 คน ไปตรวจดูจึงได้ทราบว่าเป็นหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น แต่พอนำหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นขึ้นรถเพื่ออัญเชิญกลับมาก็ไม่สามารถติดเครื่องรถยนต์ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น คณะผู้ติดตามจึงได้เก็บดอกไม้แต่งเป็นขันธ์ห้าขันธ์แปดอัญเชิญแล้วทำการอัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นพร้อมด้วยเทวดาผู้รักษาองค์ท่าน จากนั้นจึงสามารถเดินทางกลับมาได้ เมื่อได้อัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นนั้นมาถึงแล้วจึงได้ป่าวประกาศให้ชาวบ้านมาทำการสรงน้ำต้อนรับองค์ท่าน ก็เกิดเหตุน่าอัศจรรย์ขึ้นคือฝนได้ตกลงมาทั้งที่ยังมีแดดอยู่ จากนั้นจึงได้อัญเชิญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นขึ้นประดิษฐานไว้ที่เดิมในวัดสังขลิการามมาจนถึงทุกวันนี้

จะเห็นว่าในการที่หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นหายไปในแต่ละครั้งนั้น ผู้ที่ขโมยไปมีอันเป็นไปทุกราย และมีเหตุให้ต้องได้กลับคืนมาที่เดิมในเวลาอันสั้น อย่างครั้งที่สองมีบันทึกไว้ชัดเจน ถูกขโมยไปวันที่ 6 มีนาคม 2514 จากนั้นก็ได้คืนมาและกรรมการวัดได้ทำการวัดขนาดองค์พระไว้เป็นหลักฐานในวันที่ 14 มีนาคม 2514 นั่นเอง

ความเชื่อในอภินิหารของหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น

  1. หากมีการสาบานต่อหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นแล้ว หากใครผิดคำสาบาน จะเกิดเหตุการณ์เป็นที่ประจักษ์ภายใน 7-15 วัน
  2. คนร้ายที่ขโมยหลวงพ่อแสนสามหมื่นไป 2 ครั้ง ปรากฏว่าคนร้ายได้เสียชีวิตลงอย่างไม่ทราบสาเหตุทุกราย
  3. หากเกิดเหตุวิกฤตการณ์ขึ้นในหมู่บ้าน ชาวบ้านจะพากันทำพิธีบวงสรวงพระเจ้าแสนสามหมื่น จากนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ
  4. บรรดาผู้ที่ได้พบเห็นทั้งหลาย หากเคารพบูชาด้วยความนอบน้อมมักจะเกิดผลดี หากหมิ่นประมาทหรือทำไม่ดีต่อองค์พระก็มักจะมีอันเป็นไป (องค์ท่านไม่ได้บังคับว่าต้องเคารพกราบไหว้ แต่หากทำไม่ดีต่อองค์ท่าน กล่าวคำสบประมาทเป็นต้น มักเกิดผลไม่ดีตามมา ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เหมือนเราทำต่อพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ได้บังคับว่าเราต้องกราบไหว้ หรือพูดคำหวาน ๆ ไพเราะ แต่หากเราพูดไม่ดี ทำไม่ดีต่อท่าน ผลร้ายนั้นจะเกิดขึ้นกับเราเอง)
  5. ในการถ่ายภาพหลวงพ่อแสนสามหมื่นในแต่ละครั้งนั้น สมัยก่อนถ่ายไม่ค่อยติด และกล้องมักจะเสียหาย ต่อมาชาวบ้านได้ทำพิธีขอเพื่อให้ถ่ายภาพติด จึงได้ถ่ายภาพติดมาจนถึงทุกวันนี้

วัตถุมงคล หลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น

ทราบว่า ได้มีการจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่น เป็นเหรียญเสมาและเหรียญรูปไข่ ในราว ๆ ปี 2536 ซึ่งจำนวนการสร้างนั้น ผมไม่ทราบแน่ชัด

ถ้าพระเจ้าแสนสามหมื่น ศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วทำไมจึงถูกขโมยไป

หากหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นมีความศักดิ์สิทธิ์จริง แล้วทำไมถึงถูกขโมยไป คำถามนี้คงจะอยู่ในใจหลายคน ลองมาอ่านการวิเคราะห์ของผมดูนะครับ

  1. มันเป็นเรื่องของกรรม คือกรรมของคนที่ทำความชั่ว ที่จะต้องมีคนเกิดมาทำชั่วอย่างนี้ แบบนี้ ลักษณะนี้ เหมือนบางคนเกิดมาทำชั่วฆ่าคน หรือฆ่าแม้แต่พ่อแม่หรือพระอรหันต์
  2. เทวดาผู้รักษาองค์พระ ต้องการที่จะแสดงอภินิหารอย่างนี้ แต่ผมว่า จริง ๆ ท่านไม่ต้องการให้ใครต้องมีอันเป็นไปหรอก แต่เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องสร้างเหตุเพื่อให้นำพระพุทธรูปกลับมาที่เดิม
  3. เรื่องหากใครสาบานแล้ว ผิดคำสาบานต้องมีอันเป็นไป เรื่องนี้เป็นไปได้ เพราะเทวดา หรือกษัตริย์ หรือคนสมัยก่อนที่สร้างองค์พระถือคำสัตย์เป็นหลัก อันที่จริงพระหรือเทวดาไม่ได้ทำอะไร แต่คนกล่าวคำสาบานต่างหากทำตนเอง สาปแช่งตนเองให้มีความเป็นไป
  4. ส่วนตัวผมที่เขียนหรือคัดลอกประวัติของหลวงพ่อพระเจ้าแสนสามหมื่นมาเขียนใหม่ รู้สึกขนลุกยังไงไม่รู้ หากกระผมผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดให้อภัยแก่กระผมด้วยเถิด หากบทความนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน ยังความเลื่อมใส่ศรัทธาเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ขอความเจริญจงมีแก่กระผมตามความปรารถนาของกระผมด้วยเถิด
  5. ที่มาของบทความ www.sia-wan.blogspot.com/2014/10/blog-post_13.html

สวัสดียามเช้า พระคุ้มครอง